สถานที่ท่องเที่ยวในโคราช

ทักทายคะเพื่อนๆ ที่น่ารักทุกคน วันนี้ deknaruk จะพามีสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดนครราชสีมา มาแนะนำให้เพื่อนๆ รู้จักกันนะคะ เผื่อว่าใครจะแวะมาเที่ยวที่จังหวัดนครราชสีมา ก็ไม่ควรจะพลาดสถานที่เหล่านี้นะคะ มาดูกันเลยว่ามีสถานที่ไหนบ้าง อิอิ
 1.ย่าโม
อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ตั้งอยู่ในทำเลกลางเมืองเป็นจุดท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของโคราช อนุสาวรีย์หล่อด้วยทองแดงรมดำสูง 185 เซนติเมตร หนัก 325 กิโลกรัม ประดิษฐานอยู่บนไพทีสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสองสูง 250 เซนติเมตร หันหน้าไปทาง ด้านทิศตะวันตก ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงเทพมหานคร ภายในบรรจุอัฐิของท้าวสุรนารีอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีหรือย่าโมของชาวโคราช ถือเป็นอนุสาวรีย์ที่ สร้างขึ้นมาเพื่อระลึกถึงและยกย่องคุณงามความดีของวีรสตรีสามัญชนคนแรกของประเทศท้าวสุรนารี หรือย่าโมที่ชาวโคราช เรียกขานกันอย่างคุ้นเคยท่านเป็นวีรสตรีในประวัติศาสตร์ที่สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ชาติบ้านเมือง จึงเป็น บุคคลที่ชาวโคราช ภาคภูมิใจและเคารพบูชา ย่าโมกลายเป็นสัญลักษณ์ของชาวโคราชกระทั่งเรียกชื่อจังหวัดนี้ว่า “เมืองย่าโม”
ข้อมูลจาก : paiduaykan

2.วัดศาลาลอย
วัดศาลาลอย ตั้งอยู่ ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตัวเมือง โดยแยกจากถนนรอบเมืองไปประมาณ 500 เมตร วัดนี้ตั้งอยู่ติด กับลำตะคองซึ่งไหลพาดผ่านตอนเหนือของตัวเมืองไปลงสู่แม่น้ำมูล ท้าวสุรนารี กับท่านปลัดสามีสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2370 จุดเด่นของวัดอยู่ที่พระอุโบสถซึ่งได้รับรางวัลดีเด่นแนวบุกเบิกอาคารทางศาสนา จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และรางวัลจากมูลนิธิเสฐียรโกเศศและนาคะประทีป ในปี พ.ศ. 2516 เป็นอุโบสถที่สร้างแบบศ ิลปไทยประยุกต์ เป็นรูปสำเภา โต้คลื่น ใช้วัสดุพื้นเมืองคือกระเบื้องดินเผาด่านเกวียนนำมาประดับตกแต่ง เช่น ผนังด้านหน้าอุโบสถเป็นภาพพุทธประวัติตอน มารผจญ ผนังด้านหลังเป็นภาพตอนพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากดาวดึงส์ ส่วนบานประตูเป็นโลหะลายนูน ภาพเล่าเรื่องเวชสันด รชาดก (13 กัณฑ์) ภายในมีพระประธานปูนปั้นสีขาว ปางห้ามสมุทร เป็นพระพุทธรูปยืนประทับ ณ ประตูเมืองสังกัสนคร สมเด็จพระสังฆราชได้ทรงถวายพระนามว่า “พระพุทธประพัฒน์สุนทรธรรมพิศาล ศาลาลอยพิมาลวรสันติสุขมุนินทร์” หน้าประตู อุโบสถมีปูนปั้นรูปท้าวสุรนารีนั่งพนมมือกลางสระน้ำ ตัวอุโบสถล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วรูปเสมา สัญลักษณ์ของเมืองเสมาเดิม ด้านข้างมีสถูปขนาดเล็กซึ่งเคยใช้เป็นที่บรรจุอัฐิท้าวสุรนารี
ข้อมูลจาก : paiduaykan

3.วัดบ้านไร่
วัดบ้านไร่เดิมเป็นสำนักสงฆ์ที่มีมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2436 ในช่วงรัชกาลที่ 5 โดยมีพระอาจารย์เชื่อม วิรโช เป็นเจ้าอาวาสรูปแรกได้มีการก่อสร้างศาสนอาคารต่างๆ ขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เป็นเจ้าอาวาสได้มีการพัฒนาวัดมากที่สุด ด้วยมีผู้ศรัทธาจากทั่วประเทศได้ร่วมถวายวัตถุปัจจัยเป็นเงินมหาศาล หลวงพ่อคูณได้ก่อตั้งเป็นมูลนิธิหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เพื่อกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่างๆ เช่น การบูรณะวัด การสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล เป็นต้น
ข้อมูลจาก : wikipedia

4.วัดหลวงพ่อโต
วัดโนนกุ่ม หรือวัดหลวงพ่อโต  ตั้งอยู่ริมถนนมิตรภาพ อำเภอสีคิ้ว ห่างจากตัวเมืองนครราชสีมาประมาณ 42 กิโลเมตร เป็นที่ ประดิษฐานรูปหล่อทองเหลืองรมดำ หลวงพ่อโต (สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยผู้ที่ก่อตั้ง วัดเนินกุ่ม ก็คือ คุณสรพงษ์ ชาตรี ดาราภาพยนตร์ชื่อดังในประเทศไทย โดยผู้ที่มาวัดนี้นอกจากจะได้สักการะ ขอพรจาก หลวงพ่อโต แล้ว ยังได้สัมผัสกับสิ่งก่อสร้างภายในวัดและสวนหย่อมที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงาม
ข้อมูลจาก : paiduaykan

5.ด่านเวียน
ด่านเกวียน เป็นหมู่บ้านหนึ่งของ ตำบลด่านเกวียน อำเภอโชคชัย ห่างจากตัวเมืองนครราชสีมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 15 กิโลเมตร โดยมีทางหลวงหมายเลข 224 สายนครราชสีมาโชคชัยผ่านกลางหมู่บ้านซึ่งมีร้านค้าเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน เรียงรายอยู่สองฟากฝั่งและมีลำน้ำมูลทอดขนานอยู่ทางฝั่งทิศตะวันออกหมู่บ้าน ด่านเกวียนนั้นแต่เดิมพ่อค้าจากนางรอง – บรีรัมย์ – สุรินทร์ -ขุนหาญ – ขุขันธ์ เรื่อยไปจนถึงเขมรจะเดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายกับพ่อค้าชาวโคราชและมักจะพักกองคาราวานเกวียนกัน เป็นประจำจนได้ชื่อ หมู่บ้านว่า” บ้านด่านเกวียน ” และในขณะพัก พ่อค้าเหล่านั้นก็มักนำดินจากสองฟากฝั่งลำน้ำมูล มาทำภาชนะใช้สอยต่างๆ เช่น โอ่ง อ่าง ไหปลาร้า ฯลฯ โดยลอกเลียนแบบจากชนชาวข่าวซึ่งเป็นกลุ่มชนที่อาศัยในพื้นที่แต่เก่าก่อนหลังจากนั้นเมื่อนำภาชนะเหล่านั้นกลับภูมิลำเนาของตน และด้วยคุณภาพพิเศษ ของภาชนะทั้งในด้านสีสันความคงทนต่อการใช้งาน จึงทำให้ภาชนะด่านเกวียนเป็นที่นิยมชมชอบของผู้คนจนได้รับการเผยแพร่ มากขึ้นเป็นลำดับ จนกระทั่งได้รับความสนใจยิ่ง จนกลายเป็นสินค้าหนึ่งในการค้าขายกันในยุคอดีตจวบจนปัจจุบัน….ลักษณะเฉพาะของเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียนนั้นอยู่ที่ดินที่นำมาใช้ กล่าวคือดินด่านเกวียนเป็นดินเหนียวเนื้อละเอียดที่ขุดขึ้นมาจากริมฝั่งแม่น้ำมูล (ซึ่งห่างออกไปจากทางหลวง 224 ทางทิศตะวันออกประมาณ 2 – 3 กิโลเมตร)ในพื้นที่ที่ชาวบ้านเรียกว่า กุด หรือแม่น้ำด้วน(ลักษณะลำน้ำที่คดเคี้ยว กัดเซาะตะลิ่งจนขาดและเกิดลำน้ำด้วนขึ้น ส่วนที่เป็นแนวกัดเซาะจะกลายเป็นแหล่งทับทมดิน ดินดังกล่าวนี้เป็นดินซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษ ง่ายต่อการขึ้นรูปทนทานต่อการเผา ไม่บิดเบี้ยวหรือแตกหักง่าย และที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือดินนี้เมื่อถูกเผาจะให้สีโดยธรรมชาติเป็นสีแดงซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากธาตุเหล็ก (Iron Oxide) หรือสนิมเหล็กที่มีอยู่จำนวนมากในเนื้อดิน)
ข้อมูลจาก : dankwian

และยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ อีกมากมาย อย่าลืมมาเที่ยวโคราชกันเยอะๆ นะคะ

Advertisements

D.I.Y. กล่องใส่เครื่องเขียน ปากกา นามบัตร


สวัสดีคะ วันนี้ deknaruk จะมาเพื่อนๆ มาทำกล่องใส่เครื่องเขียนปากกาแล้วก็นามบัตรต่างๆ นะคะ ซึ่งวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ก็หากันง่ายๆ ได้ตามบ้านของเราเลย มาดูกันดีกว่าว่าเราต้องเตรียมอะไรกันบ้าง ไปดูเลยคะ

วัสดุ-อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม คือ
1. กระป๋องขนาดต่างๆ ที่เราไม่ใช้แล้ว
2. กล่องสี่เหลี่ยมหรือกล่องขนาดต่างๆ ที่เพื่อนๆ มี
3. กาว
4. กรรไกร
5. ปากกา ดินสอ
6. มีดคัตเตอร์
7. กระดาษสีต่าง ๆ
8. โฟม
DSC08195

ขั้นตอนการทำมีดังนี้

1. ทำการออกแบบว่าเราจะวางกระป๋องไว้ตรงไหนของกล่อง โดยการนำมาวางไว้คราวๆ

2. จากนั้น เมื่อได้ตำแหน่งที่เราต้องการแล้ว เราก็นำปากกามาวางเป็นวงกลมตามลักษณะของกระป๋องให้เรียบร้อย

3. ต่อมานำมือคัตเตอร์มาตัดตามรอยปากกาที่เราขีดไว้ จะได้ลักษณะเป็นวงกลม หรือจะเป็นสี่เหลี่ยมก็ได้นะคะ แล้วแต่เราจะชอบ

4. จากนั้นเราก็นำกระดาษสีที่เราเตรียมไว้ มาติดตกแต่งกระป๋องของเราให้สวยงาม

5. เมื่อตกแต่งกระป๋องสวยงามแล้ว จากนั้นเราก็นำแผ่นโฟมมาตัดเป็นวงกลมหรือสี่เหลี่ยมตามขนาดของกระป๋องของเรา พร้อมทากาวตรงฐานให้เรียบร้อย รอจนกาวแห้ง

6. ระหว่างเรารอให้กาวแห้ง จะเห็นว่าในกล่องสี่เหลี่ยมของเรายังมีพื้นที่ว่างๆ อยู่ เราก็จะนำมีดคัตเตอร์มาตัดเป็นช่องๆ ตามที่เราต้องการ โดยยึดขนาดตามบัตรของเรา ก็จะได้ช่องใส่นามบัตร สวยๆ เก๋แล้ว

7. พอกาวที่กระป๋องเราแห้งแล้ว เราก็จะนำมาใส่ในช่องกล่องสี่เหลี่ยมที่เราตัดไว้ให้เรียบร้อย ก็จะได้กล่องใส่เครื่องเขียนปากกา นามบัตร ที่ไม่เหมือนใครอีกด้วย แถมได้ทำเอง เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายด้วยนะคะ
DSC08216
DSC08212  DSC08211

ฟักทองนึ่ง โรยน้ำตาล

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ  สำหรับเมนูขนมจีน-แกงเขียวหวานที่ผ่านไปสักครู่  น่ารับประทานกันบ้างมั้ยเอย  อย่าลืมลองไปหัดทำกันนะคะ  มาถึงเมนูต่อไปกันเลยดีกว่า  เมื่อรับประทานของคาวกันไปแล้ว  ต่อไปจะเป็นเมนูของหวานที่ทำเองง่าย ๆ นะคะ  หรือว่าจะเอาไว้เป็นของทานเล่นๆ เวลาว่างๆ ก็ได้นะคะ

 DSC08262  DSC08264

          เพียงแค่เราไปซื้อฟักทองจากตลาด  ซื้อจำนวนตามที่เราต้องการ  จากนั้นก็นำมาหั่นเอาเมล็ดออก  แล้วก็นำไปล้างน้ำให้สะอาดนะคะ  จะปอกเปลือกหรือไม่ปอกก็ได้  ถ้าเราปอกเปลือกจะทำให้เรารับประทานง่าย ๆ ขึ้นคะ  ดูเหมือนว่าจะทำให้ขาดวิตามินไปนะคะ  แต่ถ้าเราไม่ปอกเปลือกรสชาติก็จะออกมันๆๆ กว่ากันคะ  จากนั้นเราก็นำมาหั่นเป็นชิ้นๆ ตามขนาดที่เราต้องการคะ  ระหว่างนี้เราก็ตั้งน้ำไว้ด้วยนะคะ  พอหั่นเสดก็นำเข้าหมอสำหรับนึ่งได้เลยคะ  รอประมาณ  30  นาที  ก็ปิดไฟได้เลยคะ  จะเห็นว่าฟักทองของเรานั้นสุกออกสีเหลือง น่ารับประทานมากๆ คะ  จากนั้นนำมาโรยน้ำตาลนี้ก็หวาน มัน อร่อยมากๆๆเลยล่ะคะ  สำหรับท่านใดที่ไม่ชอบรสหวานๆ ก็ไม่ต้องใส่น้ำตาลนะคะ

ขนมจีน-แกงเขียวหวานไก่

เมนูขนมจีน-แกงเขียวหวานไก่

สวัสดีคะเพื่อน ๆ ทุกคน  วันนี้  deknaruk  จะพามาทำเมนูแกงเขียวหวานไก่กันนะคะ  ซึ่งมาพร้อมกับขนมจีนแสนอร่อย  เมื่อรับประทานเข้าไปพร้อมกันแล้วอร่อย ๆ ก่อนอื่นเราก็ต้องมาเตรียมวัสดุให้พร้อมก่อนนะคะว่ามีอะไรกันบ้างนะคะ

วัสดุที่ใช้ในการทำแกงเขียวหวาน  มีดังนี้

  1. เนื้อไก่
    DSC07800
  2. เท้าไก่
    DSC07801
  3. เลือดไก่
    DSC07798
  4. กะทิ
    DSC07803
  5. เครื่องแกง สำหรับทำแกงเขียวหวาน (ซื้อตามตลาด)
    DSC07804
  6. ถั่วฟักยาว
    DSC07797
  7. มะเขือ
    DSC07807
  8. ใบโหระพา
    DSC07813
  9. ขนมจีน
    DSC07830

อุปกรณ์  มีดังนี้

  1. หม้อ
  2. ตะหลิว
  3. ถ้วย – ชาม
  4. กะละมัง  สำหรับล้างผัก

เครื่องปรุง  มีดังนี้

  1. น้ำปลา
  2. ซอส
  3. น้ำตาล

วิธีทำ  มีดังนี้

  1. ก่อนอื่นเราจะต้องนำผัก – ไก่ ไปล้างให้สะอาดเสียก่อน
  2. นำไก่มาหั่นเป็นชิ้น ๆ ตามต้องการ
    DSC07799
  3. หั่นถั่วฝักยาวเป็นท่อนเล็ก  เด็ดใบโหระพา  และสุดท้ายหั่นมะเขือเป็น  4  ชิ้นเท่า ๆ กัน  เมื่อหั่นมะเขือเสร็จให้นำไปแช่น้ำทันที  เพื่อที่มะเขือของเราจะได้ไม่เป็นสีดำ  ทำให้น่ารับประทานยิ่งขึ้น
    DSC07797
    DSC07813
    DSC07808
  4. เมื่อเราได้เตรียมวัสดุทุกอย่างพร้อมแล้ว  จากนั้นก็น้ำกะทิไปต้ม  ไฟที่ใช้ต้องไม่แรงจนเกินไป  จากนั้นคนกะทิไปเรื่อย ๆ จนกะทิเดือดพล่าน ให้นำเครื่องแกงใส่ลงไป  คนไปเรื่อย ๆ จนสีของเครื่องแกงเป็นสีแดง  หรือเรียกว่า  แตกมัน
    DSC07803
    DSC07806
  5. นำเนื้อไก่  และเท้าไก่ใส่ลงไปในหม้อ  จากนั้นปิดฝาหม้อไว้สักพัก  รอจนเนื้อไก่สุกดีแล้ว
    DSC07811
  6. จากนั้นนำเลือดไก่ใส่ลงไป  คนให้เข้ากัน  แล้วปิดปาหม้อไว้สักพัก  รอจนสุก
  7. พอเลือดสุกก็นำมะเขือใส่ลงไป  คนให้เข้ากัน  แล้วปิดฝาหม้อไว้  รอให้มะเขือสุก
    DSC07815
  8. จากนั้นนำถั่วฝักยาวที่หั่นใส่ลงไป  คนให้เข้ากัน  แล้วก็ปิดฝาหม้อไว้  รอให้ถั่วสุก  ระหว่างนี้เราก็ปรุงรสด้วย  น้ำปลา  น้ำตาล  ซอส  ได้ตามความต้องการ
    DSC07817  DSC07818
  9. เมื่อได้รสชาติที่เราต้องการแล้ว  เราก็นำใบโหระพาใส่ลงไป  แล้วก็คนให้เข้ากัน  เป็นอันเสร็จเมนูแกงเขียวหวาน
    DSC07819
  10. จากนั้นก็ตัดใส่จาน  รับประทานพร้อมกับขนมจีน  รับลองว่าจะไม่ผิดหวังนะคะ
    DSC07824
    DSC07829

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ  ทำกันได้หรือเปล่า  เป็นเมนูที่เราสามารถนำมาดัดแปลงทำกันได้เองง่าย ๆ ได้ที่บ้านได้เลยนะคะ

วันเข้าพรรษา 2556 ชมกระบวนแห่เทียน จ.นครราชสีมา

วันนี้เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนานั่นก็คือ “วันเข้าพรรษา” ซึ่งเป็นวันที่พระสงฆ์เถรวาทจะอธิษฐานว่าจะพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ตลอดระยะเวลาฤดูฝนที่มีกำหนดเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตามที่พระธรรมวินัยบัญญัติไว้ โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น หรือที่เรียกติดปากกันโดยทั่วไปว่า “จำพรรษา” นั่นเอง มารู้จักประวัติความเป็นมาของวันเข้าพรรษากันเลยดีกว่า 

ประวัติวันเข้าพรรษา

 “เข้าพรรษา” แปลว่า “พักฝน” หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ต้องอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งระหว่างฤดูฝน โดยเหตุที่พระภิกษุในสมัยพุทธกาล มีหน้าที่จะต้องจาริกโปรดสัตว์ และเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนแก่ประชาชนไปในที่ต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่ประจำ แม้ในฤดูฝน ชาวบ้านจึงตำหนิว่าไปเหยียบข้าวกล้าและพืชอื่น ๆ จนเสียหาย พระพุทธเจ้าจึงทรงวางระเบียบการจำพรรษาให้พระภิกษุอยู่ประจำที่ตลอด 3 เดือน ในฤดูฝน คือ เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี เรียกว่า “ปุริมพรรษา” 

ถ้าปีใดมีเดือน 8 สองครั้ง ก็เลื่อนมาเป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือนแปดหลัง และออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เรียกว่า “ปัจฉิมพรรษา” เว้นแต่มีกิจธุระคือเมื่อเดินทางไปแล้วไม่สามารถจะกลับได้ในเดียวนั้น ก็ทรงอนุญาตให้ไปแรมคืนได้ คราวหนึ่งไม่เกิน 7 คืน เรียกว่า “สัตตาหะ” หากเกินกำหนดนี้ถือว่าไม่ได้รับประโยชน์แห่งการจำพรรษา จัดว่าพรรษาขาด

 สำหรับข้อยกเว้นให้ภิกษุจำพรรษาที่อื่นได้ โดยไม่ถือเป็นการขาดพรรษา เว้นแต่เกิน 7 วัน ได้แก่

1.  การไปรักษาพยาบาลภิกษุ หรือบิดามารดาที่เจ็บป่วย
2.  การไประงับภิกษุสามเณรที่อยากจะสึกมิให้สึกได้
3.  การไปเพื่อกิจธุระของคณะสงฆ์ เช่น การไปหาอุปกรณ์มาซ่อมกุฏิที่ชำรุด
4.  หากทายกนิมนต์ไปทำบุญ ก็ไปฉลองศรัทธาในการบำเพ็ญกุศลของเขาได้

นอกจากนี้หากระหว่างเดินทางตรงกับวันหยุดเข้าพรรษาพอดี พระภิกษุสงฆ์เข้ามาทันในหมู่บ้านหรือในเมืองก็พอจะหาที่พักพิงได้ตามสมควร แต่ถ้ามาไม่ทันก็ต้องพึ่งโคนไม้ใหญ่เป็นที่พักแรม ชาวบ้านเห็นพระได้รับความลำบากเช่นนี้ จึงช่วยกันปลูกเพิง เพื่อให้ท่านได้อาศัยพักฝน รวมกันหลาย ๆ องค์ ที่พักดังกล่าวนี้เรียกว่า “วิหาร” แปลว่า ที่อยู่สงฆ์ เมื่อหมดแล้ว พระสงฆ์ท่านออกจาริกตามกิจของท่านครั้ง ถึงหน้าฝนใหม่ท่านก็กลับมาพักอีก เพราะสะดวกดี แต่บางท่านอยู่ประจำเลย บางทีเศรษฐีมีจิตศัรทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ก็เลือกหาสถานที่สงบเงียบไม่ห่างไกลจากชุมชนนัก สร้างที่พัก เรียกว่า “อาราม” ให้เป็นที่อยู่ของสงฆ์ดังเช่นปัจจุบันนี้

ทั้งนี้ โดยปกติเครื่องใช้สอยของพระตามพุทธานุญาตให้มีประจำตัวนั้น มีเพียงอัฏฐบริขาร อันได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ เข็ม บาตร รัดประคด หม้อกรองน้ำ และมีดโกน และกว่าพระท่านจะหาที่พักแรมได้ บางทีก็ถูกฝนต้นฤดูเปียกปอนมา ชาวบ้านที่ใจบุญจึงถวายผ้าอาบน้ำฝนสำหรับให้ท่านได้ผลัดเปลี่ยน และถวายของจำเป็นแก่กิจประจำวันของท่านเป็นพิเศษในเข้าพรรษา นับเป็นเหตุให้มีประเพณีทำบุญเนื่องในวันนี้สืบมา…

อย่างไรก็ตาม แม้การเข้าพรรษาจะเป็นเรื่องของพระภิกษุ แต่พุทธศาสนิกชนก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำบุญรักษาศีล และชำระจิตใจให้ผ่องใส ก่อนวันเข้าพรรษาชาวบ้านก็จะไปช่วยพระทำความสะอาดเสนาสนะ ซ่อมแซมกุฏิวิหารและอื่น ๆ พอถึงวันเข้าพรรษาก็จะไปร่วมทำบุญตักบาตร ถวายเครื่องสักการะบูชา ดอกไม้ ธูปเทียน และเครื่องใช้ เช่น สบู่ ยาสีฟัน เป็นต้น พร้อมฟังเทศน์ ฟังธรรม และรักษาอุโบสถศีลกันที่วัด บางคนอาจตั้งใจงดเว้นอบายมุขต่าง ๆ เป็นกรณีพิเศษ เช่น งดเสพสุรา งดฆ่าสัตว์ เป็นต้น อนึ่ง บิดามารดามักจะจัดพิธีอุปสมบทให้บุตรหลานของตน โดยถือกันว่าการเข้าบวชเรียนและอยู่จำพรรษาในระหว่างนี้จะได้รับอานิสงส์อย่างสูง

นอกจากนี้ ยังมีประเพณีสำคัญที่ขาดไม่ได้เลย คือ “ประเพณีหล่อเทียนเข้าพรรษา” ประเพณีที่กระทำกันเมื่อใกล้ถึงฤดูเข้าพรรษา ซึ่งมีมาตั้งแต่โบราณกาล การหล่อเทียนเข้าพรรษานี้ มีอยู่เป็นประจำทุกปี เพราะในระยะเข้าพรรษา พระภิกษุจะต้องมีการสวดมนต์ทำวัตรทุกเช้า – เย็น และในการนี้จะต้องมีธูป – เทียนจุดบูชาด้วย พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จึงพร้อมใจกันหล่อเทียนเข้าพรรษาสำหรับให้พระภิกษุจุดเป็นการกุศลทานอย่างหนึ่ง เพราะเชื่อกันว่าในการให้ทานด้วยแสงสว่าง จะมีอานิสงฆ์เพิ่มพูนปัญญาหูตาสว่างไสว ตามชนบทนั้น การหล่อเทียนเข้าพรรษาทำกันอย่างเอิกเกริกสนุกสนานมาก เมื่อหล่อเสร็จแล้ ก็จะมีการแห่แหน รอบพระอุโบสถ 3 รอบ แล้วนำไปบูชาพระตลอดระยะเวลา 3 เดือน บางแห่งก็มีการประกวดการตกแต่ง มีการแห่แหนรอบเมืองด้วยริ้วขบวนที่สวยงาม โดยถือว่าเป็นงานประจำปีเลยทีเดียว

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก  http://hilight.kapook.com/view/13698

          เอาล่ะ!! เมื่อรู้จักประวัติความเป็นมาของวันเข้าพรรษาแล้ว  deknaruk  ก็จะพามาชมกระบวนแห่เทียนพรรษาสวย ๆ จากจังหวัดนครราชสีมา (โคราช) กันนะคะ  มาชมกันเลย

DSC08565 DSC08564 DSC08562 DSC08560 DSC08558 DSC08557 DSC08555 DSC08554 DSC08553 DSC08552 DSC08551 DSC08550 DSC08549 DSC08548 DSC08546 DSC08544 DSC08541 DSC08540 DSC08529 DSC08532 DSC08533 DSC08534 DSC08535 DSC08539 DSC08522 DSC08520 DSC08519 DSC08518 DSC08517 DSC08515 DSC08509 DSC08510 DSC08511 DSC08512 DSC08513 DSC08514 DSC08499 DSC08500 DSC08503 DSC08504 DSC08506 DSC08508 DSC08498 DSC08495 DSC08493 DSC08492 DSC08490 DSC08486 DSC08476 DSC08478 DSC08481 DSC08482 DSC08483 DSC08485 DSC08474 DSC08470 DSC08467 DSC08463 DSC08460 DSC08459 DSC08446 DSC08451 DSC08452 DSC08455 DSC08456 DSC08457 DSC08445 DSC08443 DSC08438 DSC08436 DSC08433 DSC08432 DSC08423 DSC08425 DSC08426 DSC08427 DSC08428 DSC08429 DSC08422 DSC08419 DSC08418 DSC08417 DSC08415 DSC08414 DSC08405 DSC08407 DSC08409 DSC08411 DSC08412 DSC08413 DSC08395 DSC08396 DSC08399 DSC08401 DSC08403 DSC08404 DSC08394 DSC08393 DSC08391 DSC08389 DSC08388 DSC08387 DSC08372 DSC08373 DSC08376 DSC08379 DSC08381 DSC08384 DSC08371 DSC08365 DSC08364 DSC08361 DSC08359 DSC08358 DSC08346 DSC08348 DSC08350 DSC08352 DSC08355 DSC08339 DSC08338 DSC08335 DSC08332 DSC08328 DSC08327 DSC08312 DSC08314 DSC08316 DSC08319 DSC08323 DSC08325 DSC08310 DSC08309 DSC08308 DSC08304 DSC08303 DSC08302 DSC08296 DSC08297 DSC08298 DSC08299 DSC08300 DSC08301 DSC08289 DSC08290 DSC08292 DSC08293 DSC08294 DSC08295 DSC08288 DSC08287 DSC08286 DSC08285 DSC08283 DSC08282 DSC08273 DSC08274 DSC08276 DSC08277 DSC08279 DSC08280 DSC08272 DSC08270 DSC08269

นิทานอนุรักษ์ป่าไม้ เรื่อง ต้นไม้

สวัสดีจร้า  จากครั้งที่แล้ว  deknaruk   ได้นำภาพดอกไม้สวย ๆ มาให้เพื่อน ๆ ได้ชมกันแล้ว เป็นยังไงกันบ้างเอย สวยงามถูกใจกันมั้ยคะ  สำหรับวันนี้  deknaruk  ก็จะมาเล่านิทานให้เพื่อน ๆ ฟังนะคะ  เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับต้นไม้  ตั้งแต่ยังเป็นต้นไม้เล็ก ๆ จนกระทั่งเป็นต้นไม้ต้นใหญ่ที่สวยงาม  ให้ร่มเงาแก่สัตว์ทั้งหลายในป่า

***แต่อยู่มาวันหนึ่งเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นกับต้นไม้ต้นนี้  อยากให้เพื่อน ๆ ลองดู  แล้วหาคำตอบไปด้วยกันนะคะ  ว่าเกิดอะไรขึ้นกับต้นไม้ต้นนี้ และเมื่อไม่มีตันไม้นี้แล้วพวกสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้จะไปอยู่ที่ไหนกัน??  แล้วอนาคตของพวกเราจะเป็นอย่างไรเมื่อไม่มีต้นไม้ที่คอยให้ที่อยู่อาศัยและให้ร่มเงา

 

***ข้อคิดดีดี***  อยากจะให้ทุกคนช่วยกันอนุรักษ์ต้นไม้  และธรรมชาติที่สวยงามให้อยู่กับพวกเราไปนาน ๆ นะคะ

เอาล่ะ !!!  พูดมาตั้งนานก็ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะได้รับชมนิทานเรื่อง  “ต้นไม้”  เชิญชมนะบัดนี้ !!!!

1

2

3

4

5

6

7

8

9

          เมื่อฟังนิทานเรื่องนี้จบแล้ว  หวังว่าเพื่อน ๆ คงจะอยากอนุรักษ์ต้นไม้ไว้ให้อยู่กับเราไปนาน ๆ แล้วล่ะสิ

***นิทานนี้เป็นส่วนหนึ่งในรายวิชา  สารสนเทศสำหรับเด็ก  หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อน ๆ น้อง ๆ ทุกๆคนนะคะ  และสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ  deknaruk  ต้องขอขอบคุณเพื่อน ๆ ในกลุ่มที่ช่วยกันออกแบบ  เล่าเรื่องนิทานเรื่องนี้ให้ออกมาสวยงาม  น่าอ่านด้วยนะคะ***

ดอกไม้ริมทาง

สวัสดีคะ  ทักทายกันเช่นเคยเลย  วันนี้  deknaruk  นำภาพดอกไม้สวย ๆ งาม ๆ มาฝากเพื่อน ๆ ทุกคนนะคะ  ซึ่งเป็นภาพดอกไม้ที่  deknaruk  ถ่ายรูปเองซะด้วย  เพราะอดใจไม่ไหวทุกทีที่ได้เจอดอกไม้สวย ๆ งาม ๆ เวลาที่เดินทางไปไหนมาไหนก็ถ่ายรูปเก็บไว้ตลอด ๆ เลย  วันนี้ได้ทีเลยเอาภาพดอกไม้สวย ๆ มาฝากเพื่อน ๆ ทุกคนนะคะ  ว่าแต่จะมีดอกไม้อะไรก็บ้างก็มาชมกันเลยดีกว่าคะ 555 ขอให้เพื่อน ๆ มีความสุขในการรับชมดอกไม้สวย ๆ นะคะ

7rTzDtpOWje3WsNTSU5F7C50tjtnvkI3Jn9f8MxX13w

2013-06-23 18.06.41

DSC06993

DSC07081

DSC04914

DSC04885

DSC04377

DSC04358

DSC03952

DSC03951

DSC03371

59302_458604604204181_1496397361_n

392272_259633937423365_1538726574_n

385902_259633690756723_1563820294_n

67870_458609164203725_1269568460_n

2012-07-05 15.29.55

DSC02507

DSC02795

DSC02529

DSC02526

9F3JQUbhH3HE7RpYKFfxjFUa4uODs7iycjyL-wQmIqU

BVD3jJeaprKRl8b1XUl2HY6MiUh_YZPT6LOmLT3AHas

AKWNWbEkX-qyZ63ai02Aipal9oPiNXkZ9c5wCZ63a3Y

393715_259634177423341_398451388_n

774272_10200429444965696_940299821_o

          เป็นอย่างไรกันบ้างคะ  สำหรับภาพถ่ายดอกไม้ของ  deknaruk  สวยงามถูกใจกันบ้างมั้ยเอ๋ย  แต่ถ้าหากเพื่อน ๆ คนไหนมีภาพถ่ายสวย ๆ แล้วล่ะก็อยากให้มาแลกเปลี่ยนกันบ้างนะคะ  สุดท้ายนี้  deknaruk  ก็อยากจะฝากให้เพื่อน ๆ ช่วยกันดูแลรักษาธรรมชาติ  สิ่งแวดล้อมดี ๆ ไว้อย่างนี้ตลอดไปเลยนะคะ  ขอบคุณคะ